ฮอร์โมนการเจริญเติบโตในเด็ก เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้ เมื่อลูกตัวเตี้ยหรือโตช้า
ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพเด็ก
บทความโดย : นพ. ศุภวุฒิ สุขสันติเลิศ
พ่อแม่จำนวนไม่น้อยเริ่มกังวลเมื่อลูกดูตัวเล็กกว่าเพื่อน หรือรู้สึกว่าความสูงของลูกเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่ควร คำถามที่พบบ่อยคือ “ลูกขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตหรือไม่” คำตอบคือ อาจใช่ แต่อาจไม่ใช่เสมอไป เพราะภาวะตัวเตี้ยในเด็กมีได้หลายสาเหตุ และไม่ได้เกิดจากการขาดฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือ การดูแลเรื่องความสูงของเด็กไม่ควรดูเพียงตัวเลขส่วนสูงในวันใดวันหนึ่ง แต่ควรดูร่วมกับแนวโน้มการเจริญเติบโตต่อเนื่อง สุขภาพโดยรวม พันธุกรรมของครอบครัว และอาการอื่นที่อาจพบร่วมกัน
สารบัญ
- ฮอร์โมนการเจริญเติบโตคืออะไร สำคัญอย่างไร
- ภาวะตัวเตี้ยคืออะไร
- ความต่างระหว่าง “ตัวเตี้ยที่เป็นโรค” กับ “เตี้ยตามพันธุกรรม” และ “เข้าสู่วัยรุ่นช้า”
- ภาวะตัวเตี้ยที่อาจมีโรคเป็นสาเหตุ
- สาเหตุของภาวะตัวเตี้ยหรือเติบโตช้าในเด็ก
- อาการที่พ่อแม่อาจสังเกตได้
- เมื่อไรควรพาเด็กมาพบแพทย์
- แพทย์วินิจฉัยภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตอย่างไร
- เด็กตัวเตี้ยทุกคนจำเป็นต้องฉีดฮอร์โมนการเจริญเติบโตหรือไม่
- การรักษาทำอย่างไร
- มีผลข้างเคียงหรือไม่
- คำถามที่พบบ่อยฮอร์โมนการเจริญเติบโต
- ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ฮอร์โมนการเจริญเติบโตคืออะไร สำคัญอย่างไร
ฮอร์โมนการเจริญเติบโต เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมอง มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของกระดูก กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยให้เด็กมีความสูงเพิ่มขึ้นตามวัย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญสารอาหารด้วย อย่างไรก็ตาม การที่เด็กจะเติบโตได้ดีไม่ได้ขึ้นกับฮอร์โมนชนิดนี้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม อาหาร การนอนหลับ สุขภาพโดยรวม ฮอร์โมนอื่น ๆ และช่วงวัยรุ่นด้วย ดังนั้น เด็กที่ตัวเตี้ยจึงไม่ได้แปลว่าขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตทุกคน
ภาวะตัวเตี้ยคืออะไร
ภาวะตัวเตี้ยหมายถึง เด็กที่มีส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์เมื่อเทียบกับเด็กอายุและเพศเดียวกันมาก โดยมักอยู่ต่ำกว่าเส้นเปอร์เซ็นไทล์ 3 ของกราฟการเจริญเติบโต หรือกล่าวง่าย ๆ คือเตี้ยกว่าเด็กส่วนใหญ่ในวัยเดียวกันอย่างชัดเจน
แต่ในทางปฏิบัติ กุมารแพทย์จะไม่ได้ดูแค่คำว่า “เตี้ย” เท่านั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เด็กมี ความสูงเพิ่มขึ้นต่อปี ดีหรือไม่ เพราะเด็กบางคนอาจตัวเล็กแต่ยังโตต่อเนื่องตามปกติ ขณะที่เด็กบางคนแม้ยังไม่เตี้ยมาก แต่ความสูงเพิ่มขึ้นช้าลงเรื่อย ๆ แบบนี้อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพได้
ความต่างระหว่าง “ตัวเตี้ยที่เป็นโรค” กับ “เตี้ยตามพันธุกรรม” และ “เข้าสู่วัยรุ่นช้า”
ภาวะเตี้ยที่ไม่มีสาเหตุของโรค ได้แก่
-
เตี้ยตามพันธุกรรม
เด็กกลุ่มนี้มักมีพ่อหรือแม่ตัวไม่สูง ส่วนสูงของเด็กจึงอยู่ในช่วงที่สอดคล้องกับความสูงตามพันธุกรรม เด็กไม่มีอาการผิดปกติอื่น และความสูงยังเพิ่มขึ้นตามปกติ เพียงแต่เส้นกราฟส่วนสูงจะอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กวัยเดียวกัน
-
ภาวะเป็นหนุ่มสาวช้า
เด็กกลุ่มนี้มักตัวเล็กกว่าเพื่อนในช่วงวัยเรียน และอาจเริ่มมีพัฒนาการทางเพศช้ากว่าเพื่อน เช่น เด็กชายเสียงแตกช้า เด็กหญิงมีประจำเดือนช้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็มักสูงต่อได้อีก และส่วนสูงสุดท้ายมักใกล้เคียงกับความสูงตามพันธุกรรม เด็กกลุ่มนี้จะมีอายุกระดูกช้ากว่าอายุจริง
ภาวะตัวเตี้ยที่อาจมีโรคเป็นสาเหตุ
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะเด็กอาจมีความผิดปกติที่ทำให้ความสูงเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่ควร กราฟส่วนสูงตกลงจากแนวเดิม หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น น้ำหนักผิดปกติ เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ถ่ายเหลวเรื้อรัง หรือเข้าสู่วัยรุ่นช้าร่วมด้วย สาเหตุอาจมาจากโรคของต่อมไร้ท่อ โรคเรื้อรัง หรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิด
สาเหตุของภาวะตัวเตี้ยหรือเติบโตช้าในเด็ก
ภาวะตัวเตี้ยหรือความสูงเพิ่มขึ้นช้าในเด็กอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
- เตี้ยตามพันธุกรรม
- ภาวะเป็นหนุ่มสาวช้า
- ภาวะทุพโภชนาการ
- โรคเรื้อรัง เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคทางเดินอาหาร หรือโรคดูดซึมผิดปกติ
- ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ
- กลุ่มโรคทางพันธุกรรมบางชนิด
- เด็กหญิงที่มีภาวะเทอร์เนอร์
- เด็กที่เกิดตัวเล็กกว่าอายุครรภ์หรือคลอดก่อนกำหนด
- ภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต
สำหรับภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตเอง อาจพบได้ตั้งแต่กำเนิดจากความผิดปกติของต่อมใต้สมอง หรือเกิดภายหลังจากการบาดเจ็บ การติดเชื้อ เนื้องอก หรือการรักษาบางอย่างที่กระทบต่อบริเวณสมองส่วนนี้ แม้จะเป็นภาวะที่พบไม่บ่อย แต่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ควรนึกถึงเมื่อเด็กมีความสูงเพิ่มขึ้นช้าผิดปกติ
อาการที่พ่อแม่อาจสังเกตได้
สิ่งที่พ่อแม่มักสังเกตได้มีหลายแบบ เช่น
- ลูกตัวเล็กกว่าเพื่อนวัยเดียวกันอย่างชัดเจน
- เสื้อผ้าหรือกางเกงตัวเดิมใส่ได้นานผิดปกติ เพราะความสูงเพิ่มขึ้นน้อย
- กราฟส่วนสูงในสมุดสุขภาพเริ่มตกจากแนวเดิม
- ความสูงเพิ่มขึ้นต่อปีน้อยกว่าที่ควร
- เข้าสู่วัยรุ่นช้ากว่าเพื่อน
- มีโรคประจำตัว หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดท้องเรื้อรัง ถ่ายเหลวเรื้อรัง
เมื่อไรควรพาเด็กมาพบแพทย์
ควรพาเด็กมาพบแพทย์เมื่อมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
- ตัวเล็กกว่าเพื่อนอย่างต่อเนื่อง
- ความสูงเพิ่มขึ้นช้าชัดเจนในช่วง 6–12 เดือน
- กราฟส่วนสูงตกจากแนวเดิม
- ส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาก
- เข้าสู่วัยรุ่นช้ากว่าปกติ
- มีอาการอื่นร่วมที่ทำให้นึกถึงโรคเรื้อรังหรือโรคต่อมไร้ท่อ
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรรอจนเด็ก “เตี้ยมาก” จึงค่อยมาตรวจ เพราะบางครั้งปัญหาที่แท้จริงคือความสูงเพิ่มขึ้นช้าลงเรื่อย ๆ ซึ่งหากพบเร็วจะช่วยให้วินิจฉัยและวางแผนดูแลได้เหมาะสมกว่า
แพทย์วินิจฉัยภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตอย่างไร
การวินิจฉัยภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตไม่ได้อาศัยการตรวจเลือดแบบสุ่มเพียงครั้งเดียว เพราะฮอร์โมนชนิดนี้หลั่งเป็นช่วง ๆ ตลอดวัน ค่าที่ตรวจครั้งเดียวจึงไม่เพียงพอในการยืนยันโรค
การประเมินโดยทั่วไปมักประกอบด้วย
- ซักประวัติการเจริญเติบโตและสุขภาพโดยรวม
- วัดส่วนสูง น้ำหนัก และเปรียบเทียบกับกราฟการเจริญเติบโต
- ประเมินอัตราการเพิ่มความสูงเพิ่มขึ้นต่อปี
- ประเมินความสูงตามพันธุกรรมจากความสูงของพ่อแม่
การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค ได้แก่
- เอกซเรย์อายุกระดูก
- ตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุอื่นของภาวะตัวเตี้ย
- ทดสอบกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโตในรายที่สงสัยจริง
- MRI สมองและต่อมใต้สมองในบางกรณีที่จำเป็น
เกณฑ์การพิจารณารักษาด้วยฮอร์โมนการเจริญเติบโตในประเทศไทยใช้ทั้งข้อมูลทางคลินิก ความสูงเทียบเกณฑ์ ความสูงที่เพิ่มขึ้นช้า และผลการทดสอบเฉพาะทางร่วมกัน ไม่ได้อาศัยความเตี้ยเพียงอย่างเดียว
เด็กตัวเตี้ยทุกคนจำเป็นต้องฉีดฮอร์โมนการเจริญเติบโตหรือไม่
ไม่จำเป็น เด็กตัวเตี้ยจำนวนมากไม่ได้ขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต และหลายคนไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการฉีดฮอร์โมน การรักษาจะขึ้นกับสาเหตุเป็นหลัก หากเป็นเตี้ยตามพันธุกรรมหรือเข้าสู่วัยรุ่นช้า แพทย์มักเน้นการติดตามการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องมากกว่าการให้ยาโดยไม่จำเป็น ส่วนการรักษาด้วยฮอร์โมนการเจริญเติบโตจะใช้ในเด็กบางกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน เช่น ภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต เด็กหญิงที่มีภาวะเทอร์เนอร์ และเด็กที่เกิดตัวเล็กกว่าอายุครรภ์แล้วยังโตชดเชยไม่ทันตามเกณฑ์
การรักษาทำอย่างไร
การรักษาหลักของภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต คือการให้ฮอร์โมนการเจริญเติบโตสังเคราะห์ ฉีดเข้าใต้ผิวหนังวันละครั้ง โดยแพทย์จะคำนวณขนาดยาเริ่มต้นจากน้ำหนักตัวและภาวะที่รักษา จากนั้นติดตามปรับขนาดยาตามการตอบสนอง ระยะวัยรุ่น และผลตรวจที่เกี่ยวข้อง การสั่งใช้ยานี้ต้องสั่งยาโดยกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อเท่านั้น และมีเกณฑ์ชัดเจนสำหรับกลุ่มโรคต่าง ๆ รวมถึงข้อพิจารณาในการหยุดยาเมื่อเด็กเข้าใกล้ส่วนสูงสุดท้ายหรือเมื่อความสูงเพิ่มขึ้นน้อยลงมากแล้ว
โดยทั่วไป การรักษาอาจต้องใช้เวลาหลายปี ขึ้นกับอายุที่เริ่มรักษา สาเหตุของโรค การตอบสนองต่อยา และการเข้าสู่วัยรุ่นของเด็ก
มีผลข้างเคียงหรือไม่
โดยรวมแล้ว เด็กส่วนใหญ่ใช้ยานี้ได้ค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงได้ในบางราย เช่น ปวดศีรษะ ปัญหาที่บริเวณฉีด หรือปัญหาทางกระดูกบางอย่าง เช่น ปวดสะโพก จึงจำเป็นต้องติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ และสลับตำแหน่งฉีดเพื่อลดปัญหาผิวหนังหรือรอยแผลใต้ผิวหนัง
คำถามที่พบบ่อยฮอร์โมนการเจริญเติบโต
1:ลูกตัวเตี้ย แปลว่าขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตหรือไม่
ตอบ: ไม่เสมอไป เด็กตัวเตี้ยอาจเกิดจากพันธุกรรม เข้าสู่วัยรุ่นช้า ภาวะโภชนาการ หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้ ภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตเป็นเพียงหนึ่งในหลายสาเหตุ และพบไม่บ่อยนัก
2:ถ้าพ่อแม่ไม่สูง ลูกตัวเล็กถือว่าปกติได้หรือไม่
ตอบ: ได้ในหลายกรณี เด็กที่เตี้ยตามพันธุกรรมมักยังมีความสูงเพิ่มขึ้นตามปกติ และส่วนสูงสุดท้ายมักสอดคล้องกับความสูงตามพันธุกรรม แต่ก็ยังควรติดตามกราฟการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้จะมาจากครอบครัวที่ไม่สูง เด็กก็ยังอาจมีโรคอื่นร่วมได้เช่นกัน
3:ตรวจเลือดครั้งเดียวรู้เลยไหมว่าขาดฮอร์โมนหรือไม่
ตอบ: ไม่ได้ การตรวจแบบสุ่มครั้งเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันได้ เพราะฮอร์โมนหลั่งเป็นช่วง ๆ การวินิจฉัยต้องใช้ข้อมูลหลายด้านร่วมกัน เช่น ประวัติการเติบโต กราฟส่วนสูง ความสูงเพิ่มขึ้นต่อปี อายุกระดูก และการทดสอบเฉพาะทาง
4:ถ้ารักษาด้วยฮอร์โมนแล้วจะสูงขึ้นทุกคนหรือไม่
ตอบ: การรักษามักช่วยให้เด็กที่มีข้อบ่งชี้เหมาะสมมีความสูงเพิ่มขึ้นดีขึ้น โดยเฉพาะถ้าเริ่มรักษาในช่วงที่ยังมีศักยภาพในการโตเหลืออยู่ แต่ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นกับสาเหตุ อายุที่เริ่มรักษา ระยะวัยรุ่น และการตอบสนองของร่างกายต่อยา
ภาวะตัวเตี้ยในเด็กไม่ใช่เรื่องเดียวกับการขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตเสมอไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูแนวโน้มการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะว่าความสูงของเด็กเพิ่มขึ้นต่อปีได้ดีหรือไม่ หากพ่อแม่สังเกตว่าลูกตัวเล็กกว่าเพื่อน ความสูงเพิ่มขึ้นช้า หรือกราฟส่วนสูงเริ่มตก ควรพาเด็กมาพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างเหมาะสม การตรวจพบเร็วช่วยให้หาสาเหตุได้ตรงจุด และหากเด็กมีข้อบ่งชี้ในการรักษาจริง ก็จะช่วยให้ได้รับการดูแลในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด
นพ.ศุภวุฒิ สุขสันติเลิศ
กุมารเวชศาสตร์,กุมารเวชศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม
ศูนย์สุขภาพเด็ก
ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทความทางการแพทย์ศูนย์สุขภาพเด็ก
